Demand Charge คืออะไร และเหตุใดค่าไฟฟ้าของโรงงานจึงสูงกว่าที่คาดการณ์
ผู้ประกอบการโรงงานจำนวนมากพิจารณาบิลค่าไฟฟ้าเพียงในแง่ของอัตราค่าไฟต่อหน่วย แต่โดยแท้จริงแล้ว บิลค่าไฟฟ้าของโรงงานในอัตรา TOU (Time-of-Use) ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- ค่าพลังงาน (Energy Charge) — คำนวณตามปริมาณพลังงานที่ใช้จริง (kWh) ช่วง On-Peak ประมาณ 4.10–4.33 บาท/หน่วย (จันทร์–ศุกร์ 09:00–22:00) เทียบกับ Off-Peak ประมาณ 2.59–2.64 บาท/หน่วย — แพงเกือบสองเท่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นอัตราค่าไฟฐานของ กกพ. แยกตามระดับแรงดัน ยังต้องบวกค่า Ft ซึ่งปรับทุก 4 เดือน (พ.ค.–ส.ค. 2569 อยู่ที่ 0.1623 บาท/หน่วย) และ VAT 7%
- Demand Charge (ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า) — คำนวณตามกำลังไฟฟ้าสูงสุด (kW) 132.93 บาท/kW/เดือน ที่ระดับ 12–24 kV และ 210.00 ที่ต่ำกว่า 12 kV — หากรับไฟที่ 69 kV ขึ้นไป จะอยู่ที่ 74.14
กล่าวคือ การเดินเครื่องมอเตอร์ขนาดใหญ่ การเปิดเครื่องอัดอากาศพร้อมกัน หรือการทำงานของชิลเลอร์ในช่วงกลางวันเพียงไม่กี่นาที ก็เพียงพอที่จะกำหนดค่า Demand Charge ของทั้งเดือนไว้ที่ระดับดังกล่าว
ตัวอย่าง: โรงงานที่มีค่าพีคเกิน 500 kW เพียงครั้งเดียว จะต้องชำระ Demand Charge ประมาณ 66,000–105,000 บาท/เดือน จากเหตุการณ์ที่กินเวลาเพียง 15 นาที
เหตุใด Solar Rooftop เพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถลด Demand Charge ได้
Solar Rooftop มีประสิทธิภาพในการลดค่าพลังงาน (kWh) โดยผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวันสำหรับใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดการซื้อไฟฟ้าในช่วง On-Peak ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม Solar ไม่สามารถลด Demand Charge ได้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
- ค่าพีคของโรงงานมักเกิดขึ้นในช่วงเย็นถึงค่ำ (18:00–22:00) ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว
- เมื่อมีเมฆบดบังเพียงชั่วขณะ กำลังผลิตของ Solar จะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าพีคที่รับจากระบบจำหน่ายเพิ่มขึ้นทันที
- Solar ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าโหลดจะเพิ่มสูงขึ้นในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า
Peak Shaving — การลดค่าพีคด้วย BESS
Peak Shaving คือการใช้ BESS (Battery Energy Storage System) คายประจุเพื่อช่วยจ่ายโหลดเฉพาะช่วงที่โหลดกำลังจะเกินระดับเพดานที่กำหนด เพื่อควบคุมกำลังไฟฟ้าที่รับจากระบบจำหน่ายให้อยู่ต่ำกว่าเส้นที่กำหนดไว้ (shave line)
หลักการทำงาน:
- อัดประจุแบตเตอรี่ ในช่วงที่ค่าไฟฟ้าต่ำ (Off-Peak) หรือจากพลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในช่วงกลางวัน
- คายประจุแบตเตอรี่ ในช่วงที่โหลดถึงจุดพีค เพื่อมิให้ระบบจำหน่ายต้องจ่ายไฟฟ้าเกินระดับเพดาน
- ส่งผลให้เส้นกราฟกำลังไฟฟ้าที่รับจากระบบจำหน่ายมีความราบเรียบมากขึ้น และค่าพีคที่กำหนด Demand Charge ลดลง
เหตุใด AI (forecast-driven) จึงเหนือกว่า EMS แบบ rule-based
ปัจจัยที่กำหนดว่า Peak Shaving จะได้ผลจริงหรือไม่ อยู่ที่ระบบควบคุมที่สั่งการแบตเตอรี่
EMS แบบ rule-based ทำงานตามกฎที่กำหนดไว้ตายตัว (เช่น อัดประจุในช่วง Off-Peak และคายประจุในช่วง Peak) ข้อจำกัดคือระบบไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงมักสงวนการคายประจุแบตเตอรี่ เนื่องจากไม่ทราบว่าพลังงานแสงอาทิตย์จะเติมกลับเมื่อใด
GridMind AI เป็น EMS แบบ forecast-driven ที่พยากรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และการใช้ไฟฟ้าล่วงหน้า แล้วคำนวณ shave line ใหม่ทุก 15 นาที ดังนี้
- สามารถคายประจุแบตเตอรี่เพื่อรองรับค่าพีคในช่วงเช้าได้ เนื่องจากคาดการณ์ได้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวันจะเติมกลับ
- ควบคุมระดับกำลังไฟฟ้าที่รับจากระบบจำหน่ายให้ราบเรียบตลอดช่วง 09:00–22:00 จึงปกป้อง Demand Charge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- +55% ปริมาณพลังงานจากแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้จริง (ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากแบตเตอรี่ชุดเดียวกัน)
- −149 MWh/ปี ปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อในช่วงราคาสูง
- Maximum Demand คงเดิม — ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยไม่มีผลกระทบด้านลบ
ด้วยฮาร์ดแวร์ชุดเดียวกัน AI สามารถดึงประโยชน์ออกมาได้มากกว่า เนื่องจากทำงานในลักษณะวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์
ข้อควรพิจารณา: CBAM 2026
มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อ 1 ม.ค. 2569 สินค้าที่ส่งออกในปีนี้จึงมีต้นทุนคาร์บอนแล้ว แต่ใบรับรอง (certificate) จะเริ่มขายจริงเดือน ก.พ. 2570 และกำหนดส่งมอบครั้งแรกสำหรับสินค้าที่นำเข้าปี 2569 คือภายใน 30 ก.ย. 2570 ผู้ส่งออกเหล็ก อะลูมิเนียม และซีเมนต์จึงต้องมีตัวเลข Scope 2 ที่ตรวจสอบได้ พร้อมไว้ล่วงหน้า ทั้งนี้มีเกณฑ์ขั้นต่ำ (de minimis) ผู้นำเข้าที่นำเข้าไม่เกิน 50 ตัน/ปี ไม่อยู่ในขอบเขต
ระบบ Solar + BESS + AI ที่ได้มาตรฐานจะจัดทำรายงานคาร์บอนโดยอัตโนมัติ (RE generation, Scope 2 avoided) พร้อมสำหรับการยื่น CBAM / T-VER / ESG ซึ่งเปลี่ยนการลงทุนด้านพลังงานให้ตอบโจทย์ทั้งการลดค่าไฟฟ้าและการผ่านมาตรฐานการส่งออกในระบบเดียว
คำถามที่พบบ่อย
โซลาร์ + BESS สำหรับโรงงานมีระยะเวลาคืนทุนกี่ปี?
โดยทั่วไป 4–6 ปี ขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ขนาดของโหลด และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในช่วง On-Peak โดยยิ่งโรงงานใช้ไฟฟ้าในช่วง On-Peak มาก ระยะเวลาคืนทุนก็ยิ่งสั้นลงสามารถลด Demand Charge ได้กี่เปอร์เซ็นต์?
ระบบ Peak Shaving ที่ออกแบบอย่างเหมาะสมร่วมกับ AI dispatch สามารถลดได้ 15–25% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดเท่าใด?
ขึ้นอยู่กับความสูงและระยะเวลาของค่าพีคที่ต้องการลด ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาจากโปรไฟล์โหลดจริงรายช่วง 15 นาที ไม่ใช่การประมาณการจากขนาดโรงงาน จึงควรจัดทำการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility) ก่อนSolar เพียงอย่างเดียวสามารถลด Demand Charge ได้หรือไม่?
ไม่ได้ — Solar ลดได้เฉพาะค่าพลังงาน (kWh) ส่วน Demand Charge (kW) จำเป็นต้องอาศัย BESS + AIแนวทางการเริ่มต้น
ก่อนการตัดสินใจลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือการวัดโปรไฟล์โหลดจริงรายช่วง 15 นาที แล้วจำลองเพื่อหาขนาดของ Solar + BESS ที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
LEONICS ให้บริการ Solar Insight Pro — การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของระบบ Solar + BESS สำหรับโรงงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมประเมินการลด Demand Charge และระยะเวลาคืนทุนจากข้อมูลจริง
อ่านรายละเอียดโซลูชันฉบับเต็มได้ที่ โซลูชันสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
